Menu

ช้างเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จัดอยู่ในประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในเอเชียกลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งกำเนิดของช้างเอเชีย (Elephas Maximus) สายพันธุ์ย่อยต่าง ๆ 4 ประเภท เช่น  1) ช้างศรีลังกา (Elephant maximus maximus)  2) ช้างอินเดีย (Elephant maximus Indicus)   3) สุมาตรา (Elephant maximus sumatranus) และ  4) แคระบอร์เนียว (Elephant maximus borneensis)

       ช้าเอเชีย สายย่อยพันธุ์อินเดีย พบใน 13 ประเทศในทวีปเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยด้วย เช้างเป็นสัตว์ที่ฉลาดและแสนรู้  มีความผูกพันกับการดำรงชีวิตของคนมาเป็นเวลานานตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ช้างมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคน ถือเป็นมรดกอันสูงค่ายิ่งที่แสดงออกให้เห็นทั้งทางพิธีกรรม ความผูกพันระหว่างคนกับช้าง ในฐานะที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว   จากการที่ช้างมีขนาดใหญ่และพละกำลังมหาศาล    ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันช้างมีบทบาทและความสำคัญกล่าวคือ  เป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้านที่ใหญ่ที่สุด มีความเชื่อง  ความฉลาด  ความสามารถในการจดจำดี  ความอดทน สามารถนำมาฝึกหัดเพื่อใช้งานได้ตามต้องการ ช้างสามารถสร้างอำนาจบารมีให้กับพระมหากษัตริย์และราชอาณาจักร เป็นกำลังสำคัญของกองทัพ ในอดีตมีการจับช้างป่าเพื่อฝึกให้เป็นช้างบ้านเรียกว่าช้างศึก ในสมัยสุโขทัย  พระนครศรีอยุธยา กรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ช้างทรงหรือช้างศึกที่ผ่านพระราชสงครามมาได้รับการสถาปนาหรือเลื่อนบรรดาศักดิ์เฉกเช่นเดียวกัน  จึงเป็นตัวแทนความแข็งแกร่งกล้าหาญ และบุญญาธิการ ช้างมีอิทธิพลด้านคติความเชื่อ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม เศรษฐกิจสังคม การคมนาคมขนส่ง และช้างเป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ธงชาติ เครื่องราชอิสริยาภรณ์  ตราแผ่นดิน ธนบัตร การท่องเที่ยวและองค์กรต่าง ๆ ตลอดจนมีบทบาท ความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ 


บทบาทของช้างในปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนไปในหลายลักษณะ  ช้างถูกใช้เหมือนเครื่องจักร  เป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านเศรษฐี  นักแสดงประจำตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เป็นสัตว์พาหนะในธุรกิจการท่องเที่ยว  เป็นสัญลักษณ์ในเชิงพาณิชย์ และขายแรงงานเพื่อแลกเงินกับคนเลี้ยงช้างในสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ๆ  การเลี้ยงช้างบ้านในปัจจุบันมีความสำคัญมากต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ  เพราะช้างเอเชียเป็นสัตว์ที่ได้รับความคุ้มครองในระดับนานาชาติจากอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศและถูกจัดให้อยู่ในชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส (CITES : Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora)


       ในปัจจุบันพบกลุ่มชาติพันธุ์กูยในจังหวัดบุรีรัมย์ - สุรินทร์ มีบทบาทสำคัญในการสืบทอดจารีตประเพณีและระบบความเชื่อที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางด้านสังคมและวัฒนธรรมจนโดดเด่น ด้านการเลี้ยงช้างบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์กูยที่เรียกตนเองว่า “กูยอะจีง” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า กูยเลี้ยงช้าง  ที่มีวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์หรือเอกลักษณ์ที่สำคัญ  มีความสามารถในการจับช้างป่ามาเลี้ยงและฝึกใช้งานต่าง ๆ  ในจารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่  2 ประมาณคริสต์ศตวรรษที่  9  มีหลักฐานที่แสดงว่ามีกลุ่มคนที่อยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก มีความชำนาญในการจับช้าง ซึ่งกลุ่มชนเผ่านี้อยู่อาศัยก่อนที่อาณาจักรเจนละจะรุ่งเรือง องค์ความรู้ในการสร้างสัมพันธ์ระหว่างคนกับช้าง มีการสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นด้วยระยะเวลาอันยาวนานเป็นเวลาพันปี จนกลายเป็นวิชาคชศาสตร์ ที่น่าทึ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

       แหล่งช้างบ้านในจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์ สร้างชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก มีการแสดงงานช้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก  พิธีการมอบช้างให้เป็นทูตทางวัฒนธรรมในนามของราชวงศ์จักรี หรือในนามของจังหวัดสุรินทร์-บุรีรัมย์ให้กับประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศศรีลังกา  ญี่ปุ่น เดนมาร์ค กิจกรรมดังกล่าวได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ทุกประเทศได้รู้จักและสนใจประเทศไทย ผ่านการแสดงความสามารถและความน่ารักของช้างไทย การแสดงของช้างไทยเป็นผลมาจากความสามารถหรือภูมิปัญญาในการฝึกดูแลช้างเลี้ยงของควาญช้างหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 

 

       สังคมในปัจจุบันผู้คนทั่วไปกลับลืมคนเลี้ยงช้าง ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีความรู้ความสามารถด้านคชศาสตร์ ที่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างวิกฤตจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมในปัจจุบัน  ชุมชนเลี้ยงช้างในจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์  ที่มีวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเลี้ยงช้าง ตามระบบทุนนิยม เพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม มีการเร่ร่อนเดินทางอยู่ในกรุงเทพฯและในเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ รับออกงานแสดงตามปางช้างต่าง ๆ เพื่อให้ช้างและคนอยู่รอด 

       วัฒนธรรมของการเลี้ยงช้างในปัจจุบัน  จึงได้เปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงจากเดิมเป็นการเลี้ยงช้างโดยเน้นการสร้างรายได้จากช้างเป็นหลัก โดยเจ้าของช้างหรือควาญช้างจะนำช้างไปยังแหล่งประกอบการท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับเจ้าของช้างและผู้ประกอบการ  โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวตามเมืองใหญ่ ๆ และมีบางส่วนได้สร้างปัญหาให้กับช้างและหน่วยงานของรัฐ   เป็นการนำช้างเข้ามาเร่ร่อนขายของและให้คนลอดท้องช้าง  นับว่าเป็นการทรมานช้างและก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด ตลอดจนอาจเป็นอันตรายแก่ทรัพย์สินช้างที่เข้ามาเร่ร่อนส่วนใหญ่มาจากบ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอ ท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ผู้ที่นำช้างเข้ามาเร่ร่อน ประกอบอาชีพทำนา อาชีพรอง เลี้ยงช้าง สภาพพื้นที่แห้งแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ประกอบกับการเลี้ยงช้างที่บ้านไม่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ ในแต่ละปีช้างสามารถสร้างรายได้จากการเข้าร่วมแสดงงานช้างสุรินทร์ปีละ  1  ครั้ง นอกจากนั้นจะมีรายได้จากการแห่นาค

       สาเหตุหลักในการนำช้างเข้ามาเร่ร่อนในเขตกรุงเทพมหานคร  เนื่องจากความยากจน  ในสภาพปัจจุบันแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของช้างลดน้อยลง เนื่องจากนายทุนไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อดำเนินการทางธุรกิจ ทำให้ระบบนิเวศของช้างเปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับความยากจนและหนี้สินของผู้เลี้ยงช้างที่ขาดแคลนรายได้ เกิดการว่างงานในช่วงหน้าแล้ง

      กระบวนการเลี้ยงช้างในปัจจุบันได้ขยายตัวเป็นอุตสาหกรรมการเลี้ยงช้างขนาดใหญ่ ในแต่ละปีปริมาณการเลี้ยงช้างมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดปัญหาการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบแรงงานรับจ้างเลี้ยงช้าง กล่าวคือ ทุนใช้ระบบการควบคุมแรงงานทางเศรษฐกิจทั้งการให้รางวัลและการลงโทษ แต่กรณีลงโทษมีการกระทำอย่างเข้มงวด เช่น การจ่ายค่าจ้างในลักษณะค่าทิปและค่าหางตั๋วมากกว่าเงินเดือน เพื่อเพิ่มอัตราเร่งการผลิตสินค้าในรูปแบบการให้บริการ การกดค่าจ้างให้ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ การดุด่า ตี เป็นต้น   ผู้ใช้แรงงานตกอยู่ภายใต้กรอบความสัมพันธ์ที่เหลื่อมล้ำทางอำนาจ ควาญช้างและเจ้าของช้างรายย่อย เป็นผู้ที่ไม่มีปัจจัยการผลิต ทำให้ต้องขายพลังแรงงานให้กับนายทุน ส่วนกรณีเจ้าของรายย่อยพบว่า ถึงแม้ว่าเจ้าของช้างรายย่อยยังคงมีปัจจัยการผลิต แต่ระบบทุนนิยมไม่เปิดโอกาสให้เจ้าของช้างทุกรายสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกัน ทำให้เจ้าของช้างรายย่อย ซึ่งมีปัจจัยทุนไม่เพียงพอ ต้องนำช้างออกรับจ้างทำงานกับนายทุนในสถานที่แสดงช้างต่างๆ และตกอยู่ภายใต้กฎระเบียบ การควบคุมที่เข้มงวด

       ภูมิปัญญาช้างบ้านเป็นองค์ความรู้ที่ได้ถูกสั่งสมประสบการณ์และองค์ความรู้ขึ้นในบริบททางกายภาพและระบบนิเวศที่เป็นกระบวนทัศน์ของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับระบบนิเวศนั้น ๆ  ที่สะท้อนถึงความคิด โลกทัศน์ ความเชื่อในการให้คุณค่าของช้างที่มีต่อสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ ตลอดจนองค์ความรู้ที่เป็นสหวิชาการ โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ ถ่ายทอด ปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศวิทยา  การเมืองการปกครอง ระบบของสังคม ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน  โดยผ่านระบบครอบครัว เครือญาติ ระบบวัฒนธรรมของชุมชน...

       ในจังหวัดบุรีรัมย์ พบแหล่งช้างบ้านในอำเภอต่าง ๆ ดังนี้ 1) อำเภอสตึกจำนวน  217  เชือก   2) อำเภอลำปลายมาศ จำนวน  28  เชือก 3)  อำเภอบ้านด่าน จำนวน  9  เชือก  4)  อำเภอปะคำ จำนวน  9  เชือก 5)  อำเภอนางรอง จำนวน  8  เชือก 6)  อำเภอกระสัง จำนวน  2  เชือก  7)  อำเภอห้วยราชจำนวน  1  เชือก  8)  อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จำนวน  1  เชือก 9)  อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จำนวน  1  เชือก  รวมทั้งสิ้น 276  เชือก (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2553 : ศูนย์วิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ, กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)


       อำเภอสตึก  จังหวัดบุรีรัมย์  เป็นอำเภอที่มีช้างเลี้ยง (ช้างบ้าน) มากที่สุดในจังหวัดบุรีรัมย์  แม้แต่คำขวัญของอำเภอสตึกยังไม่กล่าวถึงช้างเลย...คงมีแต่ช้างว่ายน้ำในงาน แข่งเรือยาวประเพณีจังหวัดบุรีรัมย์ฯ ณ ลำน้ำมูล อ.สตึก...จากวิกฤตการณ์ระบบนิเวศถูกทำลายทำให้ชุมชนเลี้ยงช้างหลายพื้นที่ใน อำเภอสตึก เจ้าของช้างต้องออกเร่ร่อนตามกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ...ต่อมาได้นำช้างเข้าร่วมโครงการนำช้างคืนถิ่นเพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด ณ ศูนย์คชศึกษาบ้านตากลาง ต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์

       หมู่บ้านชุมชนที่มีการเลี้ยงช้างในอำเภอสตึกได้แก่ บ้านท่าม่วง หมู่ที่  1  บ้านบิง  หมู่ที่  2  บ้านสำโรงพัฒนา  หมู่ที่  3  บ้านตราด  หมู่ที่  4  บ้านขี้เสือ  หมู่ที่  6  บ้านโนนยาง  หมู่ที่  8  บ้านท่าม่วงใหม่  หมู่ที่  11  และบ้านพิมานโพนเงิน  หมู่ที่ 10  บ้านท่าเรือ หมู่ที่  7  ตำบลท่าม่วง  บ้านยางตาสาด  หมู่ที่  9  ตำบลสะแก  บ้านหนองบัวเจ้าป่า  หมู่ที่  12   บ้านคูขาด  หมู่ที่  6  ตำบลสตึก  หมู่บ้านที่ช้างเลี้ยงมากที่สุดคือ  บ้านพิมานโพนเงิน  หมู่ที่  10 ตำบลท่าม่วง ฯลฯ (ช้างในชุมชนมีน้อยมาก เนื่องจากมีเคลื่อนย้ายสัตว์ไปเร่ร่อนยังต่างจังหวัด ตามปางช้างหรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ อาทิ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี อยุธยา เพชรบุรี ภูเก็ต ฯลฯ)


       จากการที่ชุมชนบ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีระบบนิเวศที่เหมาะสมกับการเลี้ยงช้างบ้าน ต่อมาหลังจากหยุดการคล้องช้างในปี พ.ศ. 2504 เป็นต้นมา หมอช้างและครอบครัว ได้ย้ายถิ่นฐานไปหาที่ทำเลใหม่  จับจองทำเลในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ บางคนอาจจะไปแต่งงานและย้ายไปอยู่หมู่บ้านอื่น  ได้นำภูมิปัญญาเกี่ยวกับช้างบ้านติดตัวไปด้วย ทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาช้าง  มีการแพร่กระจายออกไป เช่น บ้านกระเบื้อง ตำบลกระเบื้อง บ้านท่าลาด ตำบลศรีณรงค์ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์  บ้านพิมานโพนเงิน ตำบลท่าม่วง อำเภอสตึก  จังหวัดบุรีรัมย์  ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ นายโอ๊ะ  ศาลางาม อายุ 91 ปี ตำแหน่งหมอสะเดียง ซึ่งได้อพยพครอบครัวจากบ้านตากลาง  มาอยู่ที่บ้านพิมานโพนเงิน อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี พ.ศ. 2484 “...แต่ก่อนได้นำช้างมาเลี้ยง เมื่อพ่อแม่ย้ายมาอยู่ที่นี่ก่อน  เนื่องจากพื้นที่บ้านตากลางน้ำท่วม ไม่มีแหล่งอาหารช้างที่เพียงพอ เมื่อนำช้างมาเลี้ยงที่นี่สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์ สามารถเลี้ยงช้างได้ จึงได้จับจองที่ดินและตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี่...” (โอ๊ะ  ศาลางาม.  สัมภาษณ์.  2553 : มิถุนายน  27)

       ชุนชนเลี้ยงช้างบ้านพิมานโพนเงินหมู่ที่  10  ตำบลท่าม่วง  อำเภอสตึก  จังหวัดบุรีรัมย์  ระยะทางห่างจากจังหวัดบุรีรัมย์  ตามถนนสาย  219  บุรีรัมย์-อำเภอสตึก  ระยะทาง   40  กิโลเมตร  เลี้ยวขวาไปตามถนนสายสตึก-หมู่บ้านช้างการบินไทยสุรินทร์  ระยะทาง 15  กิโลเมตร  แล้วเลี้ยวเข้าไปในหมู่บ้านระยะทาง  2  กิโลเมตร  เป็นชุมชนที่มีการเลี้ยงช้างบ้านมากที่สุดในจังหวัดบุรีรัมย์  ในอดีตหมอช้างหรือควาญช้างจากบ้านตากลางจะนำช้างมาเลี้ยงพบทำเลการเลี้ยงช้างที่มีอุดมสมบูรณ์  ประกอบกับน้ำท่วมที่บ้านตากลางและพื้นที่เลี้ยงช้างไม่เพียงพอกับช้างจำนวนมาก  จึงได้อพยพมาอยู่ที่นี่ไม่ต่ำ  100  ปีที่ผ่านมา  คำว่า  “พิมาน”  มาจากต้นพิมาน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก  ส่วนคำว่า  “โพนเงิน”  มีจอมปลวกอยู่จอมหนึ่งเจ้าของช้างชื่อเงินมาอาศัยอยู่ใกล้ ๆ  บริเวณดังกล่าว  เลยเรียกว่าโพนเงิน  ปัจจุบันบ้านพิมานโพนเงิน  มีจำนวน  63  หลัง  ประชากรชาย  160  คน  หญิง  170  คน  รวม  330  คน  เป็นกลุ่มชาวกูยร้อยละ  40  เขมรร้อยละ  35 ไท-ลาว  ร้อยละ  5  ปัจจุบันมีช้างอยู่ในทะเบียนช้าง  จำนวน  47  เชือก  ช้างพลาย  7  เชือก  ช้างพัง 40  เชือก  ช้างที่อยู่ในชุมชน  จำนวน  2  เชือก  เข้าโครงการของคชอาณาจักร  ตามโครงการนำช้างเร่ร่อนคืนถิ่น  จำนวน  5  เชือก  และอยู่ตามปางช้างและแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ  เช่น  ชลบุรี  ระยอง  ภูเก็ต  อยุธยา  จำนวน  34  เชือก

       สภาพของชุมชนเป็นที่เนินดินริมฝั่งแม่น้ำมูล    รอบบริเวณหมู่บ้านเป็นป่าละเมาะ  ป่าบุ่งป่าทามที่เหมาะสมในการเลี้ยงช้างในอดีต  อาชีพหลักของชุมชนคืออาชีพทำนา  (การทำนาปีและนาปรัง)  ปีละ  2  ครั้ง  นอกจากนั้นชาวบ้านยังมีการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง  สภาพของพื้นที่ทำเลเลี้ยงช้างมีการปลูกต้นยูคาลิปตัส  ทำให้ระบบนิเวศหรือแหล่งอาหารสำหรับช้างไม่เพียงพอ ประกอบกับมีการทำนาปีและนาปรัง ทำให้ไม่สามารถนำช้างไปปล่อยเลี้ยงในพื้นที่ทำเลของหมู่บ้านคือหนองเริง  มีพื้นที่เหลืออยู่ประมาณ  400  ไร่  ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน  ชาวบ้านจะเลี้ยงช้างเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว  มีกิจกรรมที่นำช้างไปหารายได้ได้แก่  การบวชนาค  ประเพณีงานแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานจังหวัดบุรีรัมย์  ณ  ลำน้ำมูลอำเภอสตึก  งานช้างสุรินทร์  แสดงภาพยนตร์  และร่วมกิจกรรมอื่น ๆ เป็นต้น  ช้างของชุมชนส่วนหนึ่งได้มาจากมรดกตกทอดและส่วนหนึ่งได้มาจากการซื้อช้างมาเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริมหลังจากหมดฤดูกาลทำนาชุมชนได้มีการรวมกลุ่มจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงช้างจังหวัดบุรีรัมย์  โดยมีนายเหมา  ทรัพย์มาก  ได้มีการประสานงานเรื่องทำเลสำหรับเลี้ยงช้าง  โดยหาสถานที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงช้าง  เช่น บริเวณพื้นที่ป่า  บริเวณสวนป่าโคกโจด  อำเภอสตึก  จังหวัดบุรีรัมย์  แต่พื้นที่ดังกล่าวอยู่ห่างไกลจากชุมชน  ปัญหาการเลี้ยงช้างของชุมชนในปัจจุบันคือขาดแหล่งอาหารช้าง สภาพของลำน้ำมูลตื้นเขิน ขาดน้ำในฤดูแล้ง ไม่มีศูนย์หรือจุดรวมของแหล่งช้าง ควาญช้างที่เลี้ยงช้างได้รับการถ่ายทอดการฝึกและเลี้ยงช้างจากครอบครัว ญาติพี่น้องและเรียนรู้จากควาญช้างด้วยกัน โดยนำความรู้และวิธีการฝึกช้างจากการไปอยู่ที่ปางช้างหรือแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทำให้สามารถฝึกช้างให้สามารถทำตามคำสั่งได้


       ในชุมชนมีหมอช้างที่เคยไปคล้องช้างคือ  นายโอ๊ะ ศาลางาม  อายุ  91  ปี  ปัจจุบันนายโอ๊ะ  ศาลางามอยู่ในวัยชราภาพ  สภาพร่างกายไม่แข็งแรง  มีโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ  อาศัยอยู่กับลูกสาวคนที่  7  ในจำนวน  12  คน  เป็นผู้ที่ทำพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับช้างในชุมชน  เช่น  พิธีสู่ขวัญช้าง ปัดรังควานช้าง  บวชนาคช้างและเซ่นศาลปะกำ 

     (โอ๊ะ  ศาลางาม.  สัมภาษณ์. 2553.  มิถุนายน  27 ; วิทูรย์  สีแดง.  สัมภาษณ์. 2554 :  มีนาคม  31 ; เหมา ทรัพย์มาก.  สัมภาษณ์.  2554 : มีนาคม 22)

 

 

 

 

 

ข้อมูล : สุวัฒน์  อุ่นทานนท์.  (2553).  ภูมิปัญญาช้างบ้านในนิเวศวิทยาวัฒนธรรมพนมดงรัก-เซเปียน.  ดุษฏีนิพนธ์ระดับปริญญาเอก สาขายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค (การศึกษาและจัดการภูมิปัญญา)  

หมายเหตุ : ข้อมูลได้จากการวิจัยเชิงคุณภาพ ตามแนวชาติพันธุ์วรรณนา

 

Go to top

“บุรีรัมย์สันติสุข บนความพอเพียง เพื่ออนาคตลูกหลานชาวบุรีรัมย์ ครอบครัวเดียวกัน สายเลือดเดียวกัน ลูกหลานรัชกาลที่ ๑”